สอบ Electone

posted on 19 Dec 2009 20:48 by chemicalpick

วันนี้ไปสอบอิเล็คโทนมา...

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง เพราะรู้สึกเรียนมาหลายปีจะไม่ค่อยมีแกนสารอะไรเท่าไหร่เลย

2อาทิตย์ที่่ผ่านมาเลยซ้อมบ้างนิดนึง(นิดจริงๆ)

วันนี้ไปสอบกัน5คน เพื่อนๆน่ารักมากครับ.. เพราะซ้อมกันคนละนิดละหน่อยเป็นเพื่อนกรูกันทั้งนั้น(ซะงั้น)

ไปถึงห้องสอบก็นั่งใกล้ๆกัน    จากนั้น     .......ลอกกันแหลก!!!



เพราะถ้าทำคนเดียวงงมากทำไรไม่เป็น นึกถึงแต่หน้าคุณครู..... กับหน้าเพื่อนที่นั่งข้างๆ ....

คนคุมสอบนั่งอยู่ที่มุมสุดหลังห้อง แต่เราไม่ไหวกันแล้ว ทั้งลอกทั้งถาม(แบบโคตรเนียน)

กล่าวคือ ตอนคนคุมสอบออกไปโทรศัพท์ข้างนอก ในห้องบรรยากาศเปลี่ยนเป็นตลาดสดทันที

รู้จักไม่รู้จักนาทีนั้นเป็นเพื่อนกันหมดแล้วแหละ!!

เพื่อนคนนึงหนักสุดเลยยกกระดาษโชว์ไปข้างหลังแบบเน้นๆ

ไอ้เราก็มัวแต่ก้มหน้าก้มตาลอก พอลอกเสร็จหันไปนอกประตู.....

 

อืมมม......

 

 

ชัดเจนครับ!!!!

 

 


คนคุมสอบที่(ทำที)ออกไปโทรศัพท์กำลังยืนมองลอดช่องประตูชมการถ่ายทอดสดบรรยากาศ ห้องสอบที่กำลัง

ครุกรุ่นไปด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันอย่างทั่วถึง


Fail มากๆ(โดยเฉพาะคนที่ชูกระดาษคำตอบแกว่งไปแกว่งมาบนอากาศ)

พอคนคุมสอบเข้าห้องมาก็แค่พูดว่า ตะกี้เห็นนะ มีการแอบให้ดูกันด้วย(ไม่แอบแล้วมั้งครับ)

เสร็จก็ออกมารอสอบปฏิบัติต่อ รอประมาณชั่วโมงนึงเกือบหลับ

เนื่องจากการสอบปฏิบัติเป็นแบบตัวต่อตัวดังนั้นเมื่อมีใครออกมาจากห้องสอบจะโดนสัมภาษณ์กันอย่างกับดารา

หลังได้รับผลตรวจโรคเอดส์

 

จังหวะที่เข้าห้องสอบไปทำไรไม่ถูก เพราะเอ๋อมาก

เล่นแบบมึนๆจึงได้ comment สั้นๆมาหนึ่งประโยค

Incorrect at all ......

มันแปลว่าอะำไรหรอ?? ผมฟังอังกฤษไม่ออก ฟังไม่ออก ...

สงสัยจะแปลว่า เล่นดีมากเอาไปเลยเต็ม100ละมั้งงงงงงงงงง (Fuck!!)



So, เดือนมีนาเตรียมตัวไปสอบอีกรอบละกัน



จบซะทีกับอิเล็คโทนที่อุส่าห์บากบั่นเรียนมาแรมปี

เกิดมาทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันจริงๆก็คงเรื่องดนตรีนี้แหละ



แล้วตรูย่างกรายเข้ามาในโลกแห่งนี้ได้เยี่ยงไร??



เริ่มต้นที่วันหนึ่งในช่วงอายุ 12-13ขวบ ลูกชายของเพื่อนพ่อเอากีตาร์มาเล่นที่บ้าน

และพี่ชายตัวดีมันเลยอยากเล่นมั่ง พ่อเลยตัดสินใจให้มันไปเรียน

เนื่องจากเป็นครอบครัวอบอุ่นมาก ตัวจึงติดกันตลอดเวลา

1ชั่วโมงที่ต้องนั่งรอมันเรียนกีตาร์ช่างน่าเบื่อมากสำหรับเด็ก13ขวบที่กำลังติดการ์ตูนดิจิม่อนอย่างโงหัวไม่ขึ้น

จึงตัดสินใจเรียนร้องเพลงแก้เซง(เผื่อเอาไปร้องเล่นกะพี่ได้)

เรียนไปเรียนมา2ปีอาจารย์บอกว่า ร้องเพลงเพี้ยนมาก ไปเล่นเครื่องดนตรีอะไรก็ได้อย่างนึงซะ!!(เรียนมาเป็นปีเพิ่งสังเกตหรอคับ??)

อาจารย์ยังทิ้งท้ายไว้ว่า ควรเป็นเปียโนที่สุด ซึ่งความคิดช่วงเวลานั้นการเล่นเครื่องดนตรีอะไรก็ไม่รู้ขาวๆดำๆนี้จะเป็น อย่างสุดท้ายที่จะเลือกทำในชีวิต

เพราะตอนนั้นค้นพบว่า ... กรูเกลียดมันมาก ....

เนื่องจากที่โรงเรียนสมัยประถมมีวิชาดนตรีสากลซึ่งเด็กทุกคนต้องเรียนคีย์บอร์ด

ไอ้เราก็ตอนนั้นก็เป็นนักเรียนใหม่เข้ามาตอน ป.3 ซึ่งชาวบ้านเค้าเรียนไปแล้ว2ปี

อาจารย์ใจดีมากถามแค่ "เด็กใหม่หรอคะ เล่นได้ไหมคะ"เป็นพิธีอย่างไม่รอคำตอบแล้วเริ่มสอนทันที(ถามเพื่อ??)

แล้วแกก็ตะโกนบอกทั้งห้องว่า "เอ้า จับคอร์ด C สิคะทุกคน"

ทั้งห้องก็กดอะไรก็ไม่รู้แปลกๆดูมือแล้วคล้ายๆวัวกระทิงไม่ก็สัญลักษณ์วงดนตรีเพื่อชีวิตในตำนวนของประเทศไทย ....


จากนั้นอาจารย์ท่านก็เริ่มสอนไปเรื่อยๆโดยลืม "เด็กใหม่หรอคะ เล่นได้ไหมคะ" คนนี้ไปเรียบร้อยแล้ว...


จากนั้นก็เกลียดวิชาคีย์บอร์ดไปตลอดชีวิตการเป็นเด็กประถม

ต้องเจออะไรแบบนี้ไปอีก3ปี สอบก็ตกแล้วตกอีกๆ

แฟน(สมัย ป5)ก็บอกให้เราไปเรียนมั่งละ ให้หาคนมาสอนมั่งละ

ก็มันไม่ชอบนี้จ๊ะตัวเธอจ๋า.....


ดังนั้นจึงไม่เรียนเปียโนแน่นอน เลยไปปรึกษาแม่

แม่บอกว่าเนี้ยมีเครื่องดนตรีใหม่ ทำได้หลายเสียง มีจังหวงจังหวะอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ

ไอ้เราก็ ok ยังดีกว่าเปียโน แต่ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่า ไอเครื่องดนตรีใหม่ทำได้หลายเสียงหน้าตาเป็นยังไง

พอสมัครเรียนเรียบร้อย อาจารย์เลยเดินพาเข้าห้อง

และเมื่อเครื่องดนตรีใหม่ทำได้หลายเสียงประจักษ์ต่อสายตา

ความคิดวูบเดียวของเด็ก15ขวบคือ...


What the FUCK!!!!!!!!!


มันมิใช่แค่เหมือนคีบอร์ด แต่มันเสือกมี2ชั้นอีกตังหากกกก!!!


และนั้นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตเด็กมิ้วเป็นต้นมา

เรียนอิเล็คโทนเสร็จก็เล่นกีตาร์เป็น ตีกลองเป็น สรุปเรียนอันเดียวได้หมดจริงๆนะเออ

Remember & Forget

posted on 30 Nov 2009 17:22 by chemicalpick

ถ้ามีความสามารถให้เราเลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง

 

เราสามารถที่จะจดจำทุกเรื่องราว ทุกความทรงจำ ทุกสัมผัส ทุกกลิ่นอายของอดีตได้

 

สามารถละลึกถึงมันได้เหมือนว่าความรู้สึกเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นในขณะที่เราหลับตา แล้วจินตนาการถึงภาพเหล่านั้น

 ทุกความทรงจำ แม้ว่าจะเป็นภาพที่เราต้องการจะเก็บเอาไว้ตลอดไป หรือแม้แต่บาดแผลในอดีตที่เราต้องการจะกองมันทิ้งไวแค่ในอดีต

 

และกลับกัน ...

 

เราสามารถที่จะตัดความทรงจำบางช่วงของชีวิต ช่วงของเวลาในอดีต ที่เราไม่อยากจะจดจำ ไม่อยากให้ภาพเหล่านั้นวนเวียนอยู่ในจิตใจของเราอีกต่อไป

เป็นความทรงจำที่เลวร้าย ภาพที่หน้ากลัว ความรู้สึกโศกเศร้า สิ่งเศร้าหมองทั้งหมดมวลที่เราต้องการจะทิ้งมันไว้ เหมือนว่าชีวิตนี้ไม่เคยได้พบพาน ไม่เคยรู้สึกถึงความรู้สึกเหล่านั้นเลย

 

หลายคนที่กำลังร้องไห้ หลายคนที่กำลังตาบอด หลายคนที่กำลังผิดหวัง

 

อาจจะโดนหัวใจที่บอบช้ำชี้นำให้เลือกแบบหลัง

 

ซึ่งครั้งหนึ่งตัวผมเองก็คิดที่จะเลือกแบบนั้น

 

แต่เมื่อรอให้ความอ่อนแอค่อยๆหายไป ................ ทั้งๆที่แทบจะยืนอยู่ไม่ไหว

รอให้หัวใจที่บอบช้ำค่อยๆฟื้นฟูตัวมันเอง ................ ทั้งๆที่แทบจะหายใจต่อไปไม่ได้

รอให้คำตอบของคำถามที่ไม่มีวันสิ้นสุดค่อยๆไขกระจ่าง ................ ทั้งๆที่ได้แต่ครุ่นคิดเรื่ิงต่างๆอยู่ตลอดเวลา

รอให้น้ำตาหยุดไหล ................ ทั้งๆที่มันยังไหลจนเหมือนจะกลายเป็นสายเลือด

รอให้บาดแผลหนึ่งค่อยๆดีขึ้น ................ ทั้งๆที่มันยังเจ็บปวดทรมาณจนทำอะไรไม่ได้

 

 

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าอดีตจะผ่านไปนานแค่ไหน

ปัจจุบันจะโหดร้ายเพียงไร

อนาคตจะไม่แน่นอนขนาดไหน

 

 

นิยามของคำว่า "เวลา" มันทำหน้าที่ของมันได้จริงๆ

 

วันหนึ่งที่ความอ่อนแอเริ่มหมดไป

วันหนึ่งที่หัวใจเริ่มแข็งแรง

วันหนึ่งที่คำตอบเริ่มแทนที่คำถาม

วันหนึ่งที่น้ำตาแห้งเหือด

วันหนึ่งที่บาดแผลลึกนั้นเป็นแค่แผลเป็น

 

เมื่อเวลาค่อยๆผ่านไป ผ่านไป เรากลับได้อะไรหลายๆอย่าง จากความผิดหวัง ความล้มเหลว อดีตที่เราไม่อยากจะจดจำมันอีก

 

เมื่อวันที่เราเข้มแข็ง ................ เรารู้ว่าเราสามารถยืนด้วยขาของตัวเองได้

 เมื่อวันที่หัวใจหายดี ................เรารู้ว่าเรายังหายใจด้วยตัวเองได้

เมื่อวันที่เราไม่สับสนอะไรแล้ว ................เรารู้ว่าตัวเองมีจุดยืนแค่ไหน

เมื่อวันที่น้ำตาหยุดไหล ................เรารู้ว่าเราเคยอ่อนแอขนาดนั้นได้อย่างไร

เมื่อวันที่แผลเป็นเริ่มเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและวิญญาณของเรา ................เรากลับไม่รู้สึกถึงมันด้วยซ้ำ

 

เรารู้ว่าแผลเป็นนั้นครั้งหนึ่งทำเราเจ็บช้ำเพียงไร

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เรากลับลืมไปแล้วว่าแผลเป็นนั้นได้มาจากอะไร

 

ถ้าเราไม่เคยเจ็บปวด ถ้าเราไม่เคยผิดหวัง ถ้าเราไม่เคยได้บทเรียน ถ้าเราไม่เคยต่อสู้กับความทรมาณ

 

ถ้าเราเลือกที่จะลืมทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเคยล้มลง

 

เราก็จะไม่มีวันทนต่ออะไรๆได้

หัวใจของเราก็จะไม่มีวันแข็งแกร่ง

เราก็จะไม่มีวันมีบทเรียน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเจอมา ที่เคยสั่งสมมา ที่เคยบ่มเพาะมา

ล้วนสร้างความเข้มแข็งให้เราโดยที่เราอาจจะไม่รู้สึกถึงมันด้วยซ้ำ

 

สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ

 

ถ้าเราเลือกที่จะลืมบางสิ่งได้ตามที่ใจเราต้องการ

คุณก็จะต้องลืมเรื่องราวต่างๆไปชั่วชีวิตเมื่อคุณเจอกับเหตุการณ์ที่มันทำร้ายจิตใจคุณ

คุณจะไม่มีวันเข้มแข็งต่อสู้กับความทุกข์ทรมาณแสนสาหัสที่ปถุชนทุกคนพึงต้องได้รับ

 

วันนั้นที่ผมเจ็บ ที่ผมล้มลง ที่ผมคิดว่าผมอาจจะมีชีวิตต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

 

วันนี้ที่ผมยืนอย่างเข้มแแข็งได้ ต่อสู้กับความจริงได้

 

เพราะอดีตที่แสนเจ็บปวด คอยสั่งสอนเราอยู่ตลอดเวลา

 

ขอบคุณหัวใจของผมที่เข้มแข็งทนมีชิวิตอยู่จนถึงวันนี้

ขอบคุณบทเรียนแสนเจ็บปวดในอดีตที่เคยทำร้ายเรา

ขอบคุณทุกกำลังใจที่มอบให้

 

ขอบคุณความจริงที่ผมไม่สามารถเลือกที่จะลืมทุกอย่างที่ผมอยากจะลืมมันได้

 

แด่คนที่คิดว่า ชีวิตนี้คุณจะไม่มีวันมีความสุขอีกแล้ว ผมยังยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า

 

นิยามของคำว่า "เวลา" มันทำหน้าที่ของมันได้จริงๆ

 

หากแต่ใจของคุณเข้มแข็งพอที่จะยืนขึ้น

เหตุผลของคนที่พูดว่า เวลาไม่สามารถเปลี่ยนเขาได้

เพราะเขาไม่ได้คิดที่จะเข้มแข็งขึ้น ไม่คิดที่จะกองอดีตไว้ในอดีต เขาจึงต้องแบกรับความเจ็บปวดอยู่อย่างนั้นตลอดไป

 

ขอให้คนที่กำลังตาบอดทุกท่านโชคดี เมื่อตาสว่าง แสงแรกของชีวิตย่อมส่องมาให้เห็น

edit @ 30 Nov 2009 18:03:45 by PICK

10ข้อเท็จจริงของคนเกาหลี

posted on 28 Oct 2009 15:04 by chemicalpick

เนื่องจากวันที่ 23-27 ตุลานี้ได้ไปเที่ยวเกาหลี

 และเจออะไรต่ออะไรมากมาย

จริงๆเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็เคยไปมาแล้วหล่ะ แต่ไปคราวนี้สังเกตเห็นอะไรหลายอย่างมากเกี่ยวกับคนของประเทศนี้

 

และด้วยสาเหตุที่ว่าคนไทยนิยมเกาหลีและไปเที่ยวที่ประเทศเกาหลีมากขึ้นเกิน100% ของช่วง 5 ปีที่ผ่านมา 

ผมจึงอยากแนะนำบอกเล่าสิ่งต่างๆของคนเกาหลีเพื่อให้บางท่านที่กำลังจะไปเกาหลีได้รับรู้นิสัยทั่วไปของประชีประเทศเกาหลีเอาไว้ 10 ประการด้วยกัน

 

และนี้คือ 10 สิ่งที่คนไทยอาจจะไม่รู้เกี่ยวกับคนเกาหลี

 

1. คนเกาหลีขี้โวยวาย

        เวลาไปไหนก็ตามไม่ว่า กินข้าว เดินช็อปปิ้ง เข้าห้องน้ำ คนเกาหลีจะพูดจาเสียงดังขี้โวยวาย บางทีกินๆข้าวอยู่นึกว่ามียากูซ่ามาเรียกเก็บค่าคุ้มครองในร้านซะแล้ว กินๆอยู่เกือบหมอบก็มี(ตามสัญชาติญาณ รด.)

 

2. คนเกาหลีโรแมนติก

        ประเทศเกาหลีไม่ว่ามุมไหนก็จะมีสิ่งต่างๆที่เร้าความรู้สึกไปทางเรื่องรักๆใคร่ๆกุ๊กกิ๊กหนุ่มสาวแทบจะทุกที่ ร้อยละ95 ของหนุ่มสาวที่เดินเล่นกันจะต้องจับมือ แต่สำหรับตัวผมนั้นมิอาจได้บรรยากาศโรแมนติกหอกอะไรนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว .... ใช่ซี๊

 

3. คนเกาหลีไม่พูดภาษาอื่น

        ใช่แล้วครับ อันนี้จริงสุดๆ ไม่ว่าคุณจะพูดประโยคเบสิกคลาสสิคแค่ไหน เค้าก็จะยืนเอ๋อๆเหมือนเป็นโรคสมองวุ้นซะอย่างงั้น จะมีแค่ไม่กี่% ที่สามารถฟัง พูด ภาษาอังกฤษรู้เรื่อง และคนเกาหลีนี้เป็นโรคจิตอ่อนๆอยู่อย่างคือ ถึงเค้ารู้ว่าเราไม่รู้ภาษาเกาหลี เค้าก็จะคงพูดเกาหลีต่อไป เช่นป้าขายเสื้อตามย่านต่างๆ ผมก็ถามไปง่ายๆว่า " This jean for male or female" เป็นที่รู้กันว่าผมเป้นคนต่างชาติ แต่ป้าแกกลับโวยวายชี้นู้นชี้นี้อะไรก็ไม่รู้แล้วพูดภาษาเกาหลีต่อไปอย่างมันปาก ผมก็บอกไปว่า " I'm sorry but I don't understand you " อีป้าหัวสมองรัดวงจรก็ยังโวยวายเป็นภาษาเกาหลีต่อไป ...

 

4.  คนเกาหลีบ้ากล้อง(มาก)

        กล้องในที่นี้หมายถึงกองถ่ายภาพยนต์ครับ ตอนผมไปได้มีโอกาสฟลุ๊คเจอเค้ากำลังถ่าย MV กันอยู่ข้างๆคลองอะไรสักอย่าง(ในกรุงโซล) และผมเห็นหนุ่มสาวชาวเกาหลีมุงกันเป็นจำนวนมากนับหมื่นมับพันชีวิต เหมือนชีวิตนี้ไม่้เคยเห็นกล้องถ่าย VDO ผมก็เลยขึ้นบันไดไปดูว่าเค้ามุงอะไรกัน ปรากฏว่าเป็นทีมงานละครและตากล้อง(ประมาณนั้น) กำลังถ่ายผู้หญิงแก่ๆอุ้มหมาอยู่ อืม.... นี้ถ้าดารา super star คงจะมุงกันเขื่อนแตก เพราะขนาดยายแก่ๆกับหมาตัวหนึ่งมันยังยืนเกาะกำแพงกันเสาแทบหัก ใครที่คิดว่าคนเกาหลีบ้าดารา ผมว่าไม่ใช่ครับ บ้ากล้องมากกว่า

 

5. คนเกาหลีชอบย้ำ

        ย้ำในที่นี้คือพูดถามหรือบอกอะไรซ้ำๆอะครับ อาจจะผิดที่ผมเองที่เป็นคนไทยไก่กาธรรมดาไม่รู้ภาษาเกาหลี เพราะฉนั้นเวลาไปซื้อของอะไรแล้วคนเกาหลีจะถามย้ำนักย้ำหนาด้วยคำถามอะไรที่ผมฟังไม่รู้เรื่อง ผมก็เลยใช้วิธีแก้ปัญหาว่า " No!! " แต่คนพวกนี้ก็ไม่ค่อยจะหยุดครับ ยังก้มหน้าก้มตาถามอะไรซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันต่อไปประมาณ5-6รอบ บางรายเดินไปถึงกับจับมือผมแล้วก็ทวนคำถามแบบช้าๆชัดๆให้ฟังอีกรอบ ผมก็เริ่มสงสัยแล้วว่า เอ๊ะเราทำอะไรผิดไว้เปล่าวะเนี่ย

 

6. คนเกาหลีบางคนก็เป็นพวก"ช่างแมร่ง"

        อันนี้คือเคสตรงข้ามกับข้อ 5 ครับ คือเวลาเราไปถามทางคนเกาหลี เค้าก็จะเริ่มด้วยการยืนทำหน้าเป็นหมาสงสัยสักพักหนึ่งแล้วก็ยกนิ้วสั่นนิดๆชี้ไปทิศไหนสักที่แล้วเดินจากไป คนเกาหลีบางคู่เวลาถามว่าห้องน้ำอยู่ไหน ก็เสือกชี้ไปคนละทางกันอีก แล้วก็ทำหน้าอึนๆ แล้วก็เดินทางไปทั้งคู่(บางคู่หัวเราะกันเองตบท้ายที่มันชี้นิ้วไปคนละทางกัน) เอิ่ม... แล้วกรูจะเชื่อพวกมึงดีไหม๊???

 

7. คนเกาหลีชอบเดินชน

        คนเกาหลีส่วนมากเวลาเดินไปไหนจะชอบชนคนด้วยกันเอง ยิ่งย่านที่คนเยอะๆ หรือเวลาเร่งรีบ มันจะเดินชนกันชนิดได้ยินเสียง พลึ่กพลั่กๆ ตามทางตลอด และเค้าจะไม่ขอโทษกัน อาจจะเป็นเพราะคนประเทศนี้เป็นคนรีบๆก็ได้จึงไม่มีเวลามาขอโทษขอโพยกันแบบคนไทยใจดี และคนพวกนี้เดินชนกันเป็นปกติจริงๆ!! มิน่าทำไมแฟชั่นเกาหลีถึงไม่มีแจ็คเก็ตหนามชูชันแบบพวก punk ฝรั่ง

 

8.  คนเกาหลีชอบเคาะประตูก่อนเข้าห้องน้ำ

        อันนี้ก็เรื่องแปลกครับ เวลาที่คนกาหลีจะเข้าห้องน้ำสาธารณะจะต้องเคาะประตูก่อน 3-4 ครั้ง ถ้าไม่มีสัญญาณตอบรับจากเป้าหมายปลายทางที่ท่านเรียกแล้วจึงเปิดประตูเข้าไป ผมสงสัยว่าทำไมเค้าไม่ผลักประตูเข้าไปเลย หรือคนข้างในก็ล็อคกลอนประตูซะ เพราะนึกภาพเวลานั่งทำธุระในห้องน้ำอยู่แล้วเกิดมีเสียงเคาะประตู ถ้าคนแก่อายุมากๆกว่าจะลุกขึ้นมาเคาะประตูกลับคงกินเวลาไปสักพักใหญ่ๆ และถ้าคนข้างนอกเปิดประตูผ่างขึ้นมา .... ขี้หักในแน่ๆครับ

 

9. อวัยวะที่ 33 ของคนเกาหลีคือ มือถือ!!

        ไม่ว่าลูกเด็กเล็กแดงขอทานคนขายพวกมาลัยก็ต้องมีมือถือทั้งนั้นครับ ตอนผมนั่งรถไปที่ต่างๆผมเห็นเด็กๆในเมืองอายุราวๆ 4-5 ขวบก็ควักมือถือกันมาโทรหน้าสลอนซะแล้ว ทั้งๆที่ shop มือถือของเกาหลีหาได้น้อยมาก(เห็นอยู่ร้านเดียวแถวๆ ทงแดมุน) ซึ่งเมืองไทยกว่าจะมีโทรศัพท์กันก็คงสักประมาณ 13ขวบ หรือช่วงขึ้น ม.1 นะแหละครับ

 

และที่สำคัญสำหรับนึก Shopping ก็คือ

 

10. คนเกาหลีต่อราคาง่ายเหมือนคนจีนนะแหละ

        กางเกงยีนราคาเริ่มต้นที่ 54000W ผมก็ต่อมาถึง 28000W แล้วครับ ถ้าคุณท่านๆทั้งหลายที่อ่านบล็อคอยู่ลองนึกภาพสิครับว่ากางเกงตัวละ 1800 บาทต่อมาเหลือ 930 บาทคงโดนแม่ค้าตบดังฉาดใหญ่ๆ แต่เพราะที่นี้คือ เกาหลี เราจึงสามารถต่อราคาแบบคอหักได้ไม่ยากโดยอาศัยเวลาแค่ 5นาทีในการทำเป็นเดินยักแย่ยักยันจะออกจากร้านก็ได้แล้วครับ เพราะที่เกาหลีเหมือนร้านมือถือบ้านเราคือจะเปิดติดๆๆๆกันไปหมด ซึ่งใครขายถูกก็ขายได้ไปครับ (ยกเว้นผลิตพันธ์ชั้นนำของเกาหลีที่เค้าไม่ง้อลูกค้าจำพวก Skin food , ETUDE)

 

ก็มีเพียงเท่านี้แหละครับสำหรับนิสัยทั่วไปของคนแดนกิมจิ

และสุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการได้เป็นคนไทย (ไทยแลนด์แดนคอรับชั่น สุดยอดสุดแล้วว ขอบอก)